Andhadhun (2018) สามารถดูได้ใน Netflix
• ไม่ดูคือพลาดมากพูดจริง ๆ ปกติไม่ค่อยถูกจริตกับหนังอินเดีย เหมือนมีกำแพงกั้นเรากับอินเดียอยู่ แต่เรื่องนี้คือทำลายกำแพงให้เราเปิดใจกับหนังอินเดียเลย เหมือนเมื่อก่อนเราดูหนังเกาหลีใต้ไม่ถูกจริตสักที จนมาเจอ The Chaser ทำลายกำแพงให้เปิดใจหาดูเพิ่มเยอะ ๆ
• ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังน่าจะสนุกกว่า แค่คลิกเปิด Netflix เข้าไปดูแบบหัวโล่ง ๆ จะได้เซอร์ไพรส์ทุกอย่างในหนัง บันเทิงขั้นสุด
• หนังเป็นแนวอาชญกรรม เป็นทริลเลอร์ที่มีความตลกร้ายกาจมาก หัวเราะแรงมากกับจังหวะตลกของหนัง บางทีก็เผลออุทาน อห. กันเลยทีเดียว
• ชอบครึ่งแรกที่จังหวะหนังเหี้ยห่ามาก เป็นหนังที่ยิ่งเล่ายิ่งเละเทะสัด ๆ พลิกไปพลิกมาได้ตลอดแบบบ้าบอมาก
• หนังได้แรงบันดาลใจตรง ๆ มาจากหนังสั้นฝรั่งเศสเรื่อง The Piano Tuner
• เพลงดีมาก หลายจังหวะของหนังเกือบจะเป็น musical ร้องเต้นแบบภาพจำเราที่มีต่อหนังอินเดีย ซึ่งเราไม่ได้ต่อต้านนะ กลับชอบเสน่ห์บางอย่างของหนังเสียอีก
-------------------------------------
ไม่ค่อยอยากเขียนอะไรเยอะเดี๋ยวจะทำลายอรรถรสความลับในหนัง พล็อตสั้น ๆ คือพระเอกเป็นนักเปียโนตาบอดบังเอิญไปเป็นพยานคดีฆาตกรรม แล้วหลังจากนั้นคือยุ่งเหยิงไปหมด เป็นหนังที่งานเขียนบทดีมาก โดยเฉพาะเซ็ตติ้งสถานการณ์ครึ่งแรกคือมีความใจเย็นในการเล่า มีความคมในการกำกับภาพปล่อยจังหวะชวนอึ้งแบบตั้งตัวไม่ทัน ใส่รายละเอียดผ่านการแสดงอย่างตั้งใจ พอครึ่งแรกวางไว้เนี้ยบเลยทำให้ครึ่งหลังสามารถขยายขอบเขตความชุลมุนของเรื่องราวได้ใหญ่โต จนต้องร้อง อห. (โอ้โห)
.
เซ็ตติ้งอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือมันพูดถึงสถานะทางชนชั้น สำหรับคนรวยหรือคนทำงานอาชีพมีเกียรติในสังคมอาจจะไม่ได้ห่วงอะไรเท่าภาพลักษณ์และการรักษาสถานะเดิมในสังคมเอาไว้ให้ได้ ซึ่งตรงนั้นคือแรงขับเคลื่อนให้ตัวละครต้องปกป้องส่วนของตัวเองจนทำลายกรอบไปสู่อาชญากรรม ในขณะที่คนหาเช้ากินค่ำมีแรงขับเคลื่อนคือการดิ้นรนหาเงินเพื่อมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า โดยแทบไม่สนใจเรื่องศีลธรรมมากนัก ยอมปิดหูปิดตาสักครึ่งนึงเพื่อให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ดีขึ้น การที่หนังเอาคนสองชนชั้นมาเผชิญหน้ากันแบบที่เราไม่สามารถเอาใจช่วยใครได้เลยจึงเป็นความรู้สึกที่ยิ่งทำให้หนังโคตรสนุก
.
นอกนั้นแล้วอยากเชียร์ให้ลอง ถ้าไม่ค่อยชอบหรือกลัวหนังอินเดีย เรายิ่งคิดว่า Andhadhun คือหนังที่จะทำลายกำแพงตรงนั้นได้ มันมีความเป็นทาแรนติโน่หรือพวกหนังทริลเลอร์จังหวะร้ายกาจจากเกาหลีใต้มากกว่า โดยที่เรายังรู้สึกว่ามันมีจริตเฉพาะตัวของอินเดียเป็นเสน่ห์อยู่ เหมือนสมัยก่อนเราค่อนข้างต่อต้านความติดตลกติดเล่นในสถานการณ์จริงจังของหนังเกาหลีใต้ แต่หลัง ๆ ก็ชินแล้วมองเป็นความเฉพาะตัวของบ้านเขา ซึ่งบางทีมันต้องมีหนังที่ค่อย ๆ ทุบกำแพงลงก่อนจะข้ามวัฒนธรรมและความเคยชินเดิม ๆ
.
เอาเป็นว่า #หนังโปรดโคตรเชียร์ อยากให้ดูกันจริง ๆ เอาหัวเป็นประกันความสนุกเลย
Director: Sriram Raghavan
screenplay: Arijit Biswas, Yogesh Chandekar, Sriram Raghavan, Hemanth M. Rao, Pooja Ladha Surti
Genre: crime, thriller
8.5/10
#หนังโปรดของข้าพเจ้
หนังโปรดโคตรเชียร์ 在 หนังโปรดของข้าพเจ้า Facebook 的最讚貼文
Loving Vincent (2017) เข้าฉาย 21 ธันวาคมนี้
ดีกว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ ตอนแรกคาดหวังแค่จะไปเสพงานศิลป์สวย ๆ สไตล์ภาพวาดของแวนโก๊ะก็พอละ ปรากฏว่าได้กำไรจากบทหนังที่เล่าเรื่องได้ดีมาก ๆ ด้วยวิธีเล่าแบบหนังสืบสวนหาต้นตอการเสียชีวิต โดยหนังใช้รูปวาดที่มีอยู่จริงของแวนโก๊ะมาเป็นแรงบันดาลใจในการเล่าเรื่อง ซึ่งการใช้ลักษณะหนังสืบสวนแบบเดินเท้าสอบถามข้อมูลทีละคนทำให้เราได้เห็นมุมมองของผู้คนที่มีต่อแวนโก๊ะแตกต่างกันไป ทั้งคนที่เห็นเพียงภายนอกและคนที่ได้สัมผัสแง่มุมต่าง ๆ ของเขา พอหนังเล่าทั้งหมดจึงปะติดปะต่อเกิดเป็นภาพใหญ่ให้เราเข้าใจศิลปินคนนี้ ซึ่งบอกได้เลยว่าอารมณ์เราจมดิ่งลึกตามหนังไปเลย แถมพอมาดูภาพนิ่งหลังหนังจบจึงยิ่งเห็นว่าทุกรูปที่เขาวาดออกมานั้นมันสื่อถึงความอ่อนโยน/คนมีหัวใจของเขา มันดูซอฟต์กว่าสิ่งที่คนในยุคนั้นมองตัวตนของแวนโก๊ะเป็นคนแข็งกระด้าง/ไม่มีหัวใจ
.
หนึ่งปีหลังการเสียชีวิตของแวนโก๊ะ 'อามานด์' (Douglas Booth) ได้รับมอบหมายจากพ่อที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ให้เดินทางไปเมืองโอแวร์ ที่อยู่สุดท้ายของแวนโก๊ะเพื่อนำส่งจดหมายฉบับสุดท้ายไปยังน้องชายของเขา ถึงแม้อามานด์จะไม่เต็มใจเท่าไรแต่เขาก็เดินทางไปยังเมืองดังกล่าวก่อนจะพบว่าตัวเองเริ่มอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการฆ่าตัวตายของแวนโก๊ะ
.
ต้องบอกว่าสมศักดิ์ศรีแอนิเมชั่นเรื่องแรกของโลกที่สร้างจากภาพวาดสีน้ำมันตลอดทั้งเรื่อง ด้วยทีมจิตรกร 125 คนช่วยกันสร้างสรรค์ภาพวาดกว่า 65,000 เฟรม ซึ่งภาพวาดบนผืนผ้าใบเหลือรอดมาได้ในสภาพสมบูรณ์จำนวน 1,000 ชิ้น เราชอบความที่เขาไปเอาภาพจริง ๆ ที่แวนโก๊ะเคยวาดมาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องราว ตัวละครและสถานที่ต่าง ๆ ล้วนปรากฏอยู่ในผลงานศิลปะของเขา ถ้าใครชื่นชอบงานของแวนโก๊ะก็น่าจะประทับใจกับฝีแปรงของบรรดาจิตรกรชั้นยอดที่ต่างมาช่วยกันสร้างผลงานสุดยอดเยี่ยมด้วยเทคนิคแบบแวนโก๊ะ ตลอด 90 นาทีที่นั่งดูนี่เหมือนตกอยู่ในภวังค์กันเลยทีเดียว อยากให้ทุกคนไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง
.
ในส่วนของเนื้อเรื่องต้องยกนิ้วให้เทคนิคการเล่าแบบหนังสืบสวน ใครจะไปคาดคิดว่ามุมมองของผู้คนต่าง ๆ ที่มองไปยังแวนโก๊ะจะสามารถนำมาประกอบเป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์ชวนให้เข้าถึงตัวตนแวนโก๊ะได้ขนาดนี้ อย่างหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือแต่ละคนในเรื่องนั้นได้สัมผัสแวนโก๊ะเพียงบางแง่มุม บางคนมองเห็นด้านดี บางคนมองเห็นด้านที่แปลก บางคนเข้าใจเขา บางคนไม่เข้าใจ ซึ่งพอหนังใช้ตัวละครเอกคืออามานด์เป็นตัวแทนคนดูปุ๊บ เราจึงค่อย ๆ คล้อยตามหรือถูกชี้นำจากคำบอกเล่าต่าง ๆ จากคนขายสีที่บอกเล่าประวัติวัยเด็กย่อ ๆ จนก้าวเข้าสู่การวาดภาพ, ได้คุยซุบซิบนินทากับแม่บ้าน, ข้อมูลจากลูกสาวเจ้าของโรงแรม, เปิดมุมมองจากลูกสาวหมอกาแช, การเฝ้ามองของคนเฝ้าเรือ, จนกระทั่งได้คุยกับหมอกาแช ทั้งหมดทำให้ Loving Vincent สามารถใช้เอกลักษณ์จากหนังสืบสวนมาสร้างอารมณ์ร่วมของคนดูให้ค่อย ๆ จมดิ่งตามความเศร้าที่หนังมอบให้
.
ขอยกให้เป็นอีกหนึ่งหนังที่ไม่ควรพลาดส่งท้ายปี #หนังโปรดโคตรเชียร์
Directors: Dorota Kobiela, Hugh Welchman
screenplay: Dorota Kobiela, Hugh Welchman, Jacek Dehnel
Genre: animation, biography, drama
8.5/10
หนังโปรดโคตรเชียร์ 在 หนังโปรดของข้าพเจ้า Facebook 的最佳解答
'คุเมล' (Kumail Nanjiani) เป็นชาวปากีสถานที่ย้ายมาอยู่อเมริกากับครอบครัว เขามีความฝันอยากเป็นเดี่ยวทอล์กโชว์คอมเมดี้ในขณะที่ครอบครัวอยากให้ทำงานมั่นคงมากกว่านี้ แถมด้วยวัฒนธรรมของศาสนาอิสลามจึงทำให้แม่ของเขาคอยจัดแจงสาว ๆ มาให้ดูตัวเพื่อจะแต่งงานกันแบบคลุมถุงชนอยู่ตลอดซึ่งเป็นสิ่งที่คุเมลไม่ได้ต้องการเลย เพราะตัวเขาคบหาอยู่กับ 'เอมิลี่' (Zoe Kazan) จนกระทั่งปัญหาเรื่องความแตกต่างของสองวัฒนธรรมทำให้ทั้งคู่ต้องเลิกรากันไป แต่แล้วก็มีเหตุให้เขาต้องกลับไปพบเธออีกครั้งแถมคราวนี้ยังจำเป็นต้องทำความรู้จักกับพ่อแม่ของเธออีกด้วย
จริง ๆ มันเป็นสูตรสำเร็จของหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ทุกเรื่องอยู่ละที่ว่าต้องเริ่มด้วยปิ๊งรัก > เกิดความขัดแย้ง > คลี่คลายแล้ว happy ending ซึ่งสูตรแบบนี้เวลาคนทำหนังหยิบไปใช้ก็จะมีความแตกต่างกันตั้งแต่น้ำหนักของความตลก/โรแมนติก/ดราม่า จะสร้างตัวละครเป็นคนแบบไหน จะใส่ปัญหาอะไรให้ทั้งคู่ขัดแย้งกันดี จะหาใครมาเป็นคู่รักที่เคมีเข้ากันลงตัว จะเขียนไดอะล็อกให้หนังออกมาโทนไหน ซึ่งความเฉียบคมของบทหนัง The Big Sick คือเขาไม่ได้พยายามเล่นเว่อร์วังอลังการมากมายตามสไตล์หนังรอมคอม แต่กลับพยายามทำตัวติดดินให้ดูใกล้เคียงความสัมพันธ์ของมนุษย์จริง ๆ มากที่สุด ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงทำให้ความรักระหว่างคุเมลกับเอมิลี่นั้นดูเข้าถึงได้ง่าย อินกับจุดยืนแต่ละคนได้ไม่ยาก ซึ่งจุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือการที่คุเมลเขียนบทด้วยตัวเองจึงมีแง่มุมการนำเสนอภาพชาวมุสลิมออกมาได้ดูเป็นปกติวิสัยกว่าหนังฮอลลีวูดเรื่องอื่น ๆ (อันนี้เห็นเบื้องหลังว่าเจ้าตัวตั้งใจด้วยเพราะปกติชาวมุสลิมในหนังจะมีภาพจำเป็นบุคลิกซีเรียส ๆ เขาเลยนำเสนออารมณ์ขัน/ความกันเองของคนในครอบครัว) และถึงแม้ตัวละครของเขาจะแสดงถึงการต่อต้านบางประเพณีของศาสนา (ไม่ละหมาด/ไม่สนใจการคลุมถุงชน) แต่เขาก็ไม่ได้ก้าวล่วงไปละเมิดคนที่นับถือ แถมยังกล่าวยกย่องชื่นชมคนที่เคร่งศาสนาอย่างพ่อแม่ด้วย
อีกจุดที่ชื่นชมหนังเป็นพิเศษคือ The Big Sick สามารถพาตัวเองก้าวข้ามหนังโรแมนติกทั่วไปที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน เราจะเห็นได้ว่าความรักในหนังนั้นมีจุดสำคัญคือเรื่องครอบครัว ทั้งครอบครัวของคุเมลที่เคร่งกับจารีตการคลุมถุงชนจับคู่ลูกชายตัวเองกับสาวปากีสถานด้วยกัน และการเอาชนะใจครอบครัวของเอมิลี่ในช่วงที่เธออยู่ในการอาการโคม่า ทั้งสองจุดนี้ทำให้หนังไม่ได้มัวมานั่งคุยเรื่องคนสองคนแต่อย่างเดียวเพราะเขาพาหนังไปสำรวจถึงการปรับตัวเข้าหาครอบครัวทั้งสองฝ่ายอีกด้วย เอาเป็นว่านี่คือหนึ่งใน #หนังโปรดโคตรเชียร์ ของปีนี้ครับ