อยากลงทุน เริ่มต้นยังไงดี?
.
“โค้ชหนุ่มคะ อยากเริ่มลงทุนควรจะเริ่มจากตรงไหนดีคะ” นี่เป็นคำถามยอดฮิต ติดชาร์ทอมตะนิรันดร์กาล และอยู่คู่บ้านคู่เมืองมาหลายยุคหลายสมัย
.
ไม่ผิดอะไรที่ไม่รู้ เพราะเรื่องหลักและวิธีการลงทุนนั้น ไม่ได้มีสอนกันในโรงเรียนจริงๆ คนที่มีเงินเก็บเงินออม พอจะเริ่มลงทุนจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
.
ตอบเร็วๆ สั้นๆ
.
1. กำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน
2. รู้ความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเอง
3. รู้จักและเข้าใจสินทรัพย์ที่จะลงทุน
4. มีแผนการลงทุน และรักษาวินัย
.
ครบ 4 ข้อ ก็พอเริ่มต้นลงทุนได้แล้วครับ
.
ทีนี้ตอบยาวๆ บ้าง 555
.
1.
อันดับแรกต้องทราบก่อนว่า เราจะลงทุนไป “เพื่ออะไร” หรือพูดอีกอย่างก็คือ ต้องรู้ “เป้าหมาย” (Goal) ของการลงทุนให้ชัดเจน คนเรามีเป้าหมายในชีวิตแตกต่างกัน และในเวลาเดียวกันเราก็มีหลายเป้าหมายได้ ไม่ผิดกติกา
.
เช่น บางคนอาจอยากลงทุนเพื่อเก็บเงินเรียนต่อ บ้างอาจเก็บเงินท่องเที่ยว บางคนอยากมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมีเงิน 5 ล้าน 10 ล้าน ภายใน 10 ปี หรือบางคนอาจอยากเกษียณทางการเงินเร็ว ตั้งแต่อายุ 40 ปี แบบนี้เครื่องมือและวิธีการลงทุนก็จะแตกต่างกันไป
.
การรู้เป้าหมายของตัวเองและมี “กรอบเวลา” (time frame) ที่จะบรรลุเป้าหมายอย่างชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถจัดสรรเงินและจัดสรรการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง และอาจทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้พร้อมๆ กัน หรือหากมีข้อจำกัดในการการลงทุน ก็จะจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของแต่ละเป้าหมายได้ดี
.
2.
ถัดมาเป็นเรื่องของการรู้จักและเข้าใจตัวเองครับ เพราะการลงทุนให้ “ผลตอบแทน” (Return) สูงกว่าการออมก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มี “ความเสี่ยง” (Risk) อยู่ด้วย เป็นเสมือนอีกฝั่งหนึ่งของเหรียญที่มี 2 ด้านเสมอ
.
เรารับความเสี่ยงได้มากหรือน้อยแค่ไหน ผู้ลงทุนต้องทำความรู้จักและเข้าใจตัวเองให้ดี ถ้าหากรับความเสี่ยงได้มาก (เช่น เห็นความผันผวนขึ้นลงของราคาสินทรัพย์สัก 30% แล้วยังทนไหว) ประกอบกับระยะเวลาถึงเป้าหมายยังอีกไกล (เกิน 10 ปี) แบบนี้ก็อาจเลือก “สินทรัพย์” ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ อย่างเช่น หุ้น กองทุนหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น
.
แต่ถ้าตัวเราเห็นราคาสินทรัพย์ขึ้นลงผันผวนหนักๆ แล้วหัวใจจะวาย อยู่ไม่เป็นสุข ประกอบกับระยะเวลาของเป้าหมายสั้น (ไม่เกิน 3 ปี) แบบนี้ก็อาจเลือกเก็บสะสมเงินเยอะหน่อย แล้วลงทุนสินทรัพย์มั่นคง อย่าง เงินฝากดอกเบี้ยสูง ตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนตราสารหนี้ เพิ่มขึ้น (แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงเลยนะ) เพื่อลดความเสี่ยงลง ก็เป็นได้
.
3.
เราจะเอาเงินไปวางไว้ในทรัพย์สินอะไร ความเข้าใจในทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ทีนี้ “ความเข้าใจ” ระดับไหน แค่ไหนกันหละ ที่ต้องรู้ต้องมี ลองตอบคำถามต่อไปนี้ดู
.
👉 สินทรัพย์ที่เราลงทุน มีรูปแบบการสร้างผลตอบแทนอย่างไร? (มูลค่าเพิ่ม/เงินปันผล/??)
👉 กลไกอะไรบ้าง? ที่ทำให้มูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ปันผลเพิ่มขึ้น (หรือลดลง)
👉 สิ่งที่ผลกระทบต่อมูลค่า หรือการปันผลของสินทรัพย์มีอะไรบ้าง? (ความเสี่ยง)
👉 แนวทางป้องกันความเสี่ยง เพื่ออัตราผลตอบแทนการลงทุนที่ต้องการ
👉 ผลตอบแทนคาดหวังที่น่าจะเป็นไปได้ของสินทรัพย์เป็นเท่าไหร่?
👉 ความผันผวนของสินทรัพย์มีมากน้อยแค่ไหน
👉 หลักการลงทุนให้ประสบความสำเร็จในทรัพย์สินนั้น
👉 ฯลฯ
.
ถ้ายังตอบไม่ได้ ลองศึกษาหาคำตอบ เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มขึ้นนะครับ จำไว้ว่า ไม่ใช่แค่ High Risk, High Return หรอก / High Understanding ก็ High Return เหมือนกัน
.
4.
เมื่อรู้จักเป้าหมาย รู้จักตัวเอง รู้จักเครื่องมือลงทุน ก็ถึงเวลาที่เราจะมากำหนดแผนการลงทุนของเรา ซึ่งแผนการลงทุนอย่างง่าย มีสิ่งที่เราต้องพิจารณา ดังนี้
.
👉 เราสามารถจัดสรรเงินมาลงทุนได้เดือนละเท่าไหร่?
👉 เงินลงทุนจะจัดสรรอย่างไร? ลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง (กระจายความเสี่ยง)
👉ผลตอบแทนคาดหวังของพอร์ตเป็นเท่าไหร่?
👉 การติดตามผลการลงทุน จะทำทุกๆ เมื่อไหร่ (รายปี/ราย 6 เดือน)
👉 กรณีกำไรเติบโตมาก ทำอย่างไร? / กรณีขาดทุนเสียหายหนัก ทำอย่างไร
👉 ฯลฯ
.
กำหนดให้ชัด แล้วก็ปฎิบัติอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ อย่างมีวินัย
.
ในความเป็นจริงตอนเริ่มต้น ในขณะที่เงินลงทุนยังน้อย คุณอาจลองซื้อลองขาย ลองลงทุน แบบไม่ต้องคิดมากได้ เพราะเงินลงทุนนิดหน่อย ต่อให้โชคร้ายขาดทุนบ้าง ก็จะไม่เจ็บหนักเท่าไหร่ (เพราะจำกัดความเสี่ยงด้วยปริมาณเงินลงทุนไปแล้ว)
.
แต่หากมีการใส่เงินเข้าไปในการลงทุนของคุณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เงินลงทุนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ยังไงก็อย่าลืมปรับการลงทุนของคุณ ตามแนวทาง 4 ข้อนี้นะครับ
.
การลงทุนเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เพราะโลกการเงินก็เปลี่ยนไปตลอด ดังนั้นอย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเองเป็น “นักลงทุนที่ดี” นะครับ
.
ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการลงทุน เงินเติบโตบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ครับ
#TheMoneyCoachTH
「ตราสารหนี้ ความเสี่ยง」的推薦目錄:
- 關於ตราสารหนี้ ความเสี่ยง 在 Money Coach Facebook 的精選貼文
- 關於ตราสารหนี้ ความเสี่ยง 在 ลงทุนแมน Facebook 的最讚貼文
- 關於ตราสารหนี้ ความเสี่ยง 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳解答
- 關於ตราสารหนี้ ความเสี่ยง 在 รู้จัก “High Yield Bond” ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูง I TNN ชั่วโมง ... 的評價
- 關於ตราสารหนี้ ความเสี่ยง 在 Money Coach - ตราสารหนี้📊 VS ตราสารทุน 📈 คืออะไร... 的評價
ตราสารหนี้ ความเสี่ยง 在 ลงทุนแมน Facebook 的最讚貼文
กรณีศึกษา เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ ธนาคาร CIMB THAI เป็นธนาคารที่ชนะใจนักลงทุน
CIMB THAI X ลงทุนแมน
การที่จะตัดสินใจใช้บริการหรือเป็นลูกค้าธนาคารใดธนาคารหนึ่ง
หลายคนมักเลือกธนาคารที่มีชื่อเสียง ตัดสินใจเลือกเพราะความคุ้นเคย หรือความสะดวกในการเข้าถึงสาขา ตรงนี้เองที่เป็นหนึ่งในเหตุผลทำให้ธนาคารขนาดใหญ่มีลูกค้าในมือจำนวนมหาศาล
แต่ในยุค Digital ทำให้การบริการทางการเงินเข้าถึงได้สะดวกสบาย ข้อจำกัดลดลง
ธนาคารยักษ์ใหญ่จึงไม่ได้เป็นผู้นำทางการเงินในทุกด้านอีกต่อไป
การแข่งขันนั้นกลับไปขึ้นกับความสามารถเฉพาะทาง ความคล่องตัวในการนำเสนอบริการทางการเงิน รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันมีธนาคารขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เป็นผู้นำตลาดด้านการลงทุนหลากหลายประเภท ธนาคารนั้นมีชื่อว่า CIMB THAI
ที่น่าสนใจก็คือ ธนาคาร CIMB THAI จะเป็นผู้นำตลาดการลงทุนประเภทไหนบ้าง
แล้วมีวิธีการอย่างไร ที่ทำให้ธนาคารตัวเองโดดเด่นในสายตานักลงทุน
ลงทุนแมน จะเล่าให้ฟัง
ข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า
ในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา กลุ่ม ธนาคาร CIMB THAI มีส่วนแบ่งตลาดหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงอยู่ที่ 36.33% หรือคิดเป็นมูลค่า 17,707 ล้านบาท เป็นอันดับหนึ่งแซงหน้าทุกสถาบันการเงิน
และในปีเดียวกันข้อมูลจาก Thai BMA ระบุว่า ธนาคาร CIMB THAI มีส่วนแบ่ง 11.52% ครองอันดับหนึ่งในตลาดค้าตราสารหนี้ทุกประเภท ด้วยมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท
ที่น่าตื่นใจก็คือในผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ CIMB THAI ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน
เช่น เป็นธนาคารที่จำหน่ายหุ้นกู้เอกชนตลาดแรกที่มีส่วนแบ่ง 12.28%
ครองตำแหน่งอันดับ 3 ในตลาดที่แข่งขันสูงนี้ ด้วยการนำ Digital มาผสานกับทีมงานผู้แนะนำการลงทุนที่แข็งแกร่ง ในการจัดจำหน่ายโดยไม่ต้องพึ่งจำนวนสาขาอีกต่อไป
หลายคนคงถามว่า CIMB THAI มีวิธีหรือกลยุทธ์เด็ดอะไร ที่ชนะใจนักลงทุน
สิ่งแรกที่เห็นชัดสุดก็น่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์การลงทุน ที่ครอบคลุม และตอบโจทย์
ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน โลกการเงินหมุนไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับมีผลิตภัณฑ์การเงินให้เลือกลงทุนหลากหลาย
การจะรับผลตอบแทนที่อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์หรือฝากประจำที่ 0.2-1.2% ต่อปี
ดูเป็นทางเลือกที่หลายคนมองว่า ไม่คุ้มค่าเท่าไร เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น ซึ่งผลตอบแทนจะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
นอกจากการลงทุนในกองทุนรวมที่ดูเหมือนจะคล้าย ๆ กันไปทุก ๆ ที่ ธนาคาร CIMB THAI ก็ได้สร้างสรรค์การลงทุนรูปแบบอื่น ๆ ให้นักลงทุนได้เลือกอีกหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น
หุ้นกู้อนุพันธ์ตระกูล Maxi ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ธนาคาร CIMB THAI ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดนี้ สิบกว่าปีมาแล้ว หรือ ผลิตภัณฑ์ KIKO ที่อ้างอิงกับราคาหุ้นใน SET50 ที่หลาย ๆ คนเริ่มจะคุ้นหู ธนาคาร CIMB THAI นี่เองที่นำมาเสนอให้นักลงทุนรู้จักเป็นที่แรก การลงทุนประเภทนี้ มีระยะเวลาการลงทุนตั้งแต่ 15 วันจนถึง 3 ปีโดยมีโอกาสสร้างผลตอบแทนตั้งแต่ 1.6-30% ต่อปี ซึ่งผลตอบแทนจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิงและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ธนาคาร CIMB THAI ก็กำลังพัฒนาหุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ ร่วมกับทาง CIMB Group เพื่อ ต่อยอดการกระจายความเสี่ยง และ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้แก่นักลงทุนเร็ว ๆ นี้
และใครที่ไม่พร้อมรับความเสี่ยงสูง ก็จะมี ตราสารหนี้ ซึ่งผู้ออกก็คือรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน โดยทาง ธนาคาร CIMB THAI จะเป็นตัวแทนขายให้
โดยมีระยะเวลาลงทุนตั้งแต่ 1 เดือนจนถึง 15 ปี โอกาสได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 0.5-5% ต่อปีขึ้นกับอายุและเรตติงหุ้นกู้ของแต่ละบริษัท
แน่นอนว่า ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้มาง่าย ๆ ต้องใช้เวลา และความตั้งใจในการรวบรวมทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถมารวมกันไว้ในที่ที่เราเคยได้ยินกันว่า ห้องค้า
แล้วคนเหล่านี้เค้าทำอะไรกัน ห้องค้า ก็เหมือนหัวใจของธนาคาร ที่คอยสูบฉีดกระแสเงินไปในที่ที่สำคัญของระบบการเงินไทย ให้เกิดสภาพคล่องที่มีเสถียรภาพ เรื่องที่ใกล้ ๆ ตัวเราก็คือ เงินฝาก เงินกู้ รวมไปถึง หลักทรัพย์ ตราสารทางการเงิน ที่เราพูดถึงกันอยู่อีกด้วย ธนาคาร CIMB THAI นี้เอง ก็เป็นผู้เล่นหลักในการสร้างสภาพคล่องให้กับตราสารการลงทุนประเภทต่าง ๆ
แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงได้ว่า การลงทุนทุกรูปแบบมี ความเสี่ยง ซ่อนอยู่ พอเป็นแบบนี้ก็เลยทำให้ทาง ธนาคาร CIMB THAI ให้ความสำคัญกับ คนห้องค้า ซึ่งเปรียบเสมือน กุนซือ ที่ทำงานใกล้ชิดกับตลาดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นั่นแปลว่า เค้าจะมีข้อมูลอยู่ในมือมหาศาลและอัปเดตตลอดเวลา
ซึ่งก็จะนำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์และนำเสนอแก่นักลงทุนเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุน
ข้อดีก็คือจะทำให้นักลงทุนรู้จังหวะการเข้าลงทุนและขายทำกำไร
ในแต่ละครั้งให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง
พอเป็นแบบนี้ ก็เลยทำให้ ธนาคาร CIMB THAI ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการที่สามารถเพิ่มสภาพคล่องการลงทุนให้แก่ลูกค้า
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายต่อหลายครั้ง เมื่อนักลงทุนมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ
พร้อมกับเชื่อว่านี่คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
สิ่งที่ตามมาก็คือ อยากขายทำกำไรทรัพย์สินเดิมที่มีอยู่
ก็เลยทำให้ทาง ธนาคาร CIMB THAI มีบริการซื้อขายพันธบัตรและหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดอายุ เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นนักลงทุนมีกระแสเงินสดอยู่ในมือ เพื่อนำไปลงทุนครั้งใหม่ที่ตัวเองมองว่าน่าสนใจกว่านั่นเอง เข้ากับสโลแกนที่ว่า หุ้นกู้ดีดี มีได้ทุกวัน
นอกจากนี้ ก็ยังให้บริการ สินเชื่อ Wealth Credit Line เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุน โดยไม่ต้องเพิ่มเงินลงทุน สำหรับลูกค้าที่อาจจะยังไม่อยากขายหลักทรัพย์นั้น ๆ และสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงินเพื่อต่อยอดการลงทุนได้อีกด้วย
จะเห็นได้ว่าวิธีคิดของธนาคาร CIMB THAI ในตลาดการลงทุน
หรือที่เรียกว่าธุรกิจ Wealth Management คือใช้วิธีดูแลนักลงทุนอย่างครบครัน
เช่น ผลิตภัณฑ์การเงินที่หลากหลาย, พนักงานให้คำปรึกษาด้านการลงทุนใกล้ชิด
จนถึงบริการทางเลือกให้ลูกค้าสลับปรับเปลี่ยนการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา
เพราะแนวคิดหลักของ ธนาคาร CIMB THAI คือ Value Your Uniquess คุณค่าเหนือระดับในแบบฉบับการลงทุนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยการวางเป้าหมายให้ลูกค้าได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดในกรอบความเสี่ยงที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละท่าน เพื่อต่อยอดความมั่งคั่งของตัวเองไปเรื่อย ๆ ผลลัพธ์ก็คือ นักลงทุนก็จะเป็นลูกค้ากับทางธนาคารในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าโลกการลงทุนและการเงินจะหมุนเร็วขึ้นกว่าในอดีตมากแค่ไหน
สถาบันการเงินกับลูกค้าที่เป็นนักลงทุน จะต้องเติบโตไปพร้อม ๆ กัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของ ธนาคาร CIMB THAI ได้ที่ 02-638-8277
ตราสารหนี้ ความเสี่ยง 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳解答
ลงทุน RMF กับ กองทุนบัวหลวง ลดหย่อนภาษี พร้อมโอกาสการลงทุนระยะยาว
กองทุนบัวหลวง x ลงทุนแมน
มาถึงสิ้นปี เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการวางแผนการลดหย่อนภาษี
ซึ่งในปีนี้รัฐบาลก็มีนโยบายกระตุ้นให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย
ผ่านโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ที่ให้เราสามารถนำค่าสินค้าหรือบริการภายในประเทศ
ระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2563
มาเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท
นอกจากนั้น มาตรการส่งเสริมการลงทุนอื่น ก็ยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามปกติ
อย่างกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ก็สามารถนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง
แต่ต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาท
เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการออมอื่นๆ ตามที่กรมสรรพากรกำหนด
ซึ่งเงื่อนไขก็คือ เราจะต้องซื้อทุกปี และถือหน่วยลงทุนไว้อย่างน้อย 5 ปี
โดยไม่ขายจนกว่าจะอายุ 55 ปี หรือทุพพลภาพก่อน
ข้อดีของเรื่องนี้ก็คือ RMF จะเป็นตัวช่วยให้เรามีวินัยในการออม
รวมถึงมีเงินเก็บสำหรับใช้ในยามเกษียณ
แล้วตอนนี้มีกองทุน RMF ไหนที่น่าสนใจบ้าง?
อย่างที่กล่าวไป RMF จะเป็นการลงทุนระยะยาว
จึงอาจทำให้ผู้ลงทุนเกิดความกังวลได้ว่าเงินลงทุนของเรา จะปลอดภัยจนถึงวันที่เราเกษียณหรือไม่
สำหรับคนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงสูง
การลงทุนในตลาดเงิน หรือตลาดสินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ
โดยกองทุนบัวหลวง ก็มีกองทุนเปิดบัวหลวงมันนี่มาร์เก็ตเพื่อการเลี้ยงชีพ (MM-RMF)
ซึ่งจะลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพระยะสั้นและระยะยาว ทั้งของภาครัฐ สถาบันการเงิน เอกชน ที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 - 3 อันดับแรก รวมถึงเงินฝาก ทั้งในและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น
อาจเลือกกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางการเงินหลายๆ ประเภท เช่น กองทุนผสม
อย่างกองทุนเปิดบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ (BFLRMF) ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารหนี้ รวมถึงเงินฝากภายในประเทศ
เพิ่มโอกาสการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ไม่เสี่ยงเกินควร
และไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงจากต่างประเทศ
ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางการเงินส่วนหนึ่งเท่านั้น กองทุนบัวหลวง ยังมีกองทุนอีกหลายประเภท เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ลงทุนอย่างครอบคลุม..
พิเศษ สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ช่วงนี้ลงทุนได้สะดวกกว่าเดิม โดยสามารถซื้อกองทุนผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพได้ด้วย
และช่วงนี้ยังมีโปรโมชั่นรับสิทธิพิเศษ 3 ต่อ เมื่อลงทุนในกองทุน RMF/SSF กับกองทุนบัวหลวง
ต่อที่ 1
เมื่อซื้อหน่วยลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษี RMF/SSF ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Rewards ทุก 1,000 คะแนน รับเครดิตเงินคืน 100 บาท
ต่อที่ 2
สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่กองทุน RMF/SSF และแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Rewards เพื่อซื้อหน่วยลงทุนของ บลจ. ที่เปิดบัญชีใหม่
มีสิทธิ์รับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 100 บาท/ท่าน/บลจ. (จำกัด 1,000 สิทธิ์/เดือน)
ต่อที่ 3
สำหรับลูกค้าที่ลงทุน RMF/SSF ครบ 5 ครั้งขึ้นไป และมียอดเงินลงทุนรวม 150,000 บาทขึ้นไป
รับฟรี Starbucks e-Coupon มูลค่า 300 บาท/ท่าน
ใครที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเงื่อนไขโปรโมชั่น ได้ที่ สาขาธนาคารกรุงเทพ หรือโทร 1333 หรือคลิกดูได้ที่ https://www.allgenenjoy.com/promotion/
คำเตือน: ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุน RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน
ตราสารหนี้ ความเสี่ยง 在 Money Coach - ตราสารหนี้📊 VS ตราสารทุน 📈 คืออะไร... 的必吃
ซึ่งการลงทุนแบบนี้มีผลตอบแทนที่แน่นอนว่าเราจะได้เป็นประ จำ ทุกๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ตราสารหนี้นั้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย แต่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ เฉลี่ยที่ 2-5 ... ... <看更多>
ตราสารหนี้ ความเสี่ยง 在 รู้จัก “High Yield Bond” ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูง I TNN ชั่วโมง ... 的必吃
... ตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งน่าจะเหมาะกับจังหวะที่นักลงทุนส่วน ใหญ่ กำลัง Search for yield หรือมองหาโอกาสสะสมความมั่งคั่ง ภายใต้ ความเสี่ยง ... ... <看更多>